รายละเอียดรูปแบบโครงการ

แนวคิดในการสำรวจและออกแบบปรับปรุงทางหลวงและจุดตัดทางแยกต่างๆ ที่ปรึกษาจะดำเนินการให้สอดคล้องกับผลการวิเคราะห์ระดับการให้บริการของทางแยก ซึ่งจะดำเนินการในขั้นตอนการศึกษาและออกแบบรายละเอียด ในขั้นตอนนี้ ที่ปรึกษาขอนำเสนอแนวคิดเบื้องต้นในภาพรวมของการปรับปรุงทางหลวงหมายเลข 2 ตลอดทั้งโครงการโดยใช้พื้นที่ภายในเขตทางเดิมให้มากที่สุด เนื่องจากสภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินสองข้างทางเป็นชุมชน หมู่บ้าน ห้าง ร้านค้า และอาคารพาณิชย์โดยตลอด และด้วยการที่พื้นที่โครงการตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ธุรกิจ และแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ จากการพิจารณาพื้นที่เขตทางหลวง พบว่า ความกว้างเขตตลอดทั้งแนวเส้นทาง 60 เมตร มีสภาพการใช้ที่ดินริมทางหลวงทั้งสองฝั่งค่อนข้างหนาแน่นในบางช่วง ดังนั้น ที่ปรึกษาเสนอรูปแบบการปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวงหมายเลข 2 รวมถึงโครงข่ายทางหลวงใกล้เคียงทำให้สามารถเดินทางได้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยมากขึ้น สรุปได้ในเบื้องต้นดังนี้

1 ปรับปรุงผิวทางหรือชั้นทาง ให้สามารถรองรับปริมาณจราจร และน้ำหนักบรรทุกได้ รวมถึงสามารถสัญจรได้อย่างปลอดภัย เนื่องจากถนนโครงการเป็นหนึ่งในทางหลวงสายประธานทั้งสี่ของประเทศไทย จากกรุงเทพฯ มุ่งเข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีปริมาณจราจรประมาณ 46,000 คัน/วัน สัดส่วนของยานยนต์หนักมากกว่าร้อยละ 30 (ตามสถิติปริมาณจราจรทางถนน บนทางหลวงหมายเลข 2 จุดสำรวจที่ กม.58+015 ปี พ.ศ. 2567) ทำให้ตัวอย่างถนนความชำรุดเสียหาย ดังรูปที่ 7.1-1

รูปที่ 7.1-1 ตัวอย่างถนนความชำรุดเสียหาย

2 ปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวงให้มีจำนวนช่องจราจรเพียงพอ สำหรับปริมาณจราจรในอนาคต สภาพปัจจุบันทางหลัก มีจำนวนช่องจราจร 6 ช่องจราจร ความกว้างช่องจราจร 3.50 เมตร เกาะกลางถนนทั่วไป กว้าง 5.10 เมตร รูปแบบเกาะกลางถนนแบบร่อง บางช่วงจะมีกำแพงกั้น (Barrier) หรือราวกันตก (Guard Rail) ร่วมด้วย ซึ่งมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการขยายผิวจราจรเพิ่มเติม นอกจากนี้จะปรับรูปแบบไหล่ทางให้เป็นทางเท้าในบริเวณชุมชน เพื่อความปลอดภัยของคนเดินเท้า พร้อมก่อสร้างระบบระบายน้ำ และระบบไฟฟ้าส่องสว่าง ให้เป็นไปตามมาตรฐานกรมทางหลวง ดังรูปที่ 7.2-1

รูปที่ 7.2-1 รูปแบบการปรับปรุง โดยการเพิ่มช่องจราจร (ทางคู่ขนาน) บนเขตทางเดิม 60 เมตร

3 งานออกแบบองค์ประกอบทางหลวง
งานออกแบบองค์ประกอบทางส่วนอื่นๆ มีความสำคัญและจำเป็นต่อการใช้งานทั้งในแง่ของความปลอดภัย และงานป้องกันและยืดอายุการใช้งานของถนนให้ยาวนานสืบต่อไป งานออกแบบในส่วนนี้มีดังนี้

ทบทวนตำแหน่งจุดกลับรถ เนื่องจากบริเวณพื้นที่โครงการมีตำแหน่งจุดกลับรถรวมที่เปิดให้บริการและปิดไม่สามารถกลับรถได้ 7 แห่ง นอกจากนี้สามารถกลับรถบริเวณทางแยกปากช่องได้ดังแสดงในตารางที่ 7.3-1 และรูปที่ 7.3-1 ในปัจจุบันมีจุดกลับรถที่ 04 และ 06 ไม่สามารถใช้งานได้ โดยที่ปรึกษามีแนวคิดทบทวนจุดกลับรถให้มีจำนวน และระยะที่เหมาะสม รวมถึงพิจารณาจุดกลับรถบางตำแหน่งเป็นรูปแบบจุดกลับรถต่างระดับเพื่อรองรับการกลับรถของรถขนาดใหญ่ให้สามารถกลับรถได้โดยไม่กระทบกับจราจรในสายหลักใหสามารถเดินทางได้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยมากขึ้น

ตารางที่ 7.3-1 ระยะห่างของจุดกลับรถบริเวณโครงการ

จุดกลับรถที่ระยะห่างโดยประมาณ (เมตร)หมายเหตุ
01 – 021,600 
02 – 031,300 
03 – 04800จุดกลับรถที่ 04 ปิด ไม่สามารถกลับรถได้
04 – 05700จุดกลับรถที่ 04 ปิด ไม่สามารถกลับรถได้
05 – 061,800จุดกลับรถที่ 06 ปิด ไม่สามารถกลับรถได้
06 – แยกปากช่อง3,300จุดกลับรถที่ 06 ปิด ไม่สามารถกลับรถได้
แยกปากช่อง – 072,600 

รูปที่ 7.3-1 รูปแบบจุดกลับรถในปัจจุบัน

รูปที่ 7.3-2 ตัวอย่างรูปแบบจุดกลับต่างระดับ

4 การออกแบบเกาะกลาง
รูปแบบของเกาะกลางจะสื่อถึงรูปแบบถนนซึ่งเป็นในขั้นต้นของประชาชนจะรับรู้ได้ด้วยความสวยงาม การใช้งานและความปลอดภัยโดยรูปแบบเกาะกลางที่นำเสนอ 3 รูปแบบจะมีข้อเสียแตกต่างกันโดยมีภาพรวมดังนี้
– เกาะกลางแบบยก (Raised Median) รูปที่ 7.4-1
– ช่วยจัดระเบียบการจราจร : เหมาะสำหรับแยกถนนสายหลักออกจากทางบริการ (Frontage Road) หรือใช้ในกรณีที่มีหลายช่องจราจร
– เพิ่มความปลอดภัย : สามารถเพิ่มช่องจราจรสำหรับการเลี้ยวหรือกลับรถโดยเฉพาะ ทำให้กระบวนการนี้ปลอดภัยยิ่งขึ้น อาจจะเพิ่มขึ้นด้วยการติดตั้ง W-Beam Guardrail หรือ Concrete Barrier ลดระดับดังรูป B และ C
– ป้องกันแสงแยงตา : สามารถติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันแสง หรือปลูกไม้พุ่มสูง 1.20 เมตร (Antiglare) เพื่อป้องกันแสงไฟหน้ารถสวนทางเข้าตาผู้ขับขี่
– เหมาะกับพื้นที่เมือง/ชุมชน : มีความเหมาะสมกับการใช้งานในพื้นที่ที่มีการข้ามถนนมาก ผิวจราจรคับคั่ง และใช้ความเร็วไม่สูง
– เพิ่มความสวยงาม : ใช้พื้นที่กลางในการปลูกหญ้า ปูคอนกรีต หรือจัดตกแต่งทัศนียภาพได้

รูปที่ 7.4-1 เกาะกลางแบบยก (Raised Median)

    - เกาะกลางแบบร่อง (Depressed Median) รูปที่ 7.4-2
- ใช้กับทางหลวงที่มีเขตทางกว้าง: เหมาะสำหรับทางหลวงประเภทถนนที่มีการแบ่งแยกทิศทางจราจร Divided Highway) ที่มีพื้นที่เขตทางกว้างเพียงพอ
- เพิ่มพื้นที่ช่วยในการเสียหลัก (Recovery Area): ความลาดของร่องเกาะกลางถูกออกแบบมาเพื่อความปลอดภัย ทำให้มีพื้นที่ให้รถที่เสียหลักลงไปในร่องกลางสามารถชะลอความเร็วหรือควบคุมรถได้ดีขึ้น ก่อนที่จะข้ามไปยังช่องจราจรของทิศทางตรงกันข้าม
- ช่วยในการระบายน้ำ : ร่องเกาะกลางสามารถทำหน้าที่เป็นช่องทางการระบายน้ำจากผิวจราจรทั้งสองฝั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ลดปัญหาแสงแยงตา : เนื่องจากระดับของถนนทั้งสองฝั่งถูกแยกจากกันด้วยร่องลึก (หรือในบางกรณีอาจมีการปลูกพืชคลุมดิน/หญ้าในร่อง) จึงช่วยลดปัญหาแสงไฟหน้ารถจากทิศทางตรงข้ามแยงตาผู้ขับขี่ได้ดีกว่าเกาะกลางแบบยกสูงที่แคบ

รูปที่ 7.4-2 เกาะกลางแบบร่อง (Depressed Median)

    - เกาะกลางแบบเป็นราวหรือกำแพงคอนกรีต (Barrier Median) รูปที่ 7.4-3
- ป้องกันการข้ามเลนชนกัน (Head-on Collision): เป็นประโยชน์สูงสุดของ Barrier Median ที่สามารถป้องกันการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจากการที่รถวิ่งข้ามไปชนรถสวนทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- จัดการการจราจรในพื้นที่จำกัด : เหมาะสำหรับทางหลวงที่มีช่องจราจรตั้งแต่ 4 ช่องขึ้นไปและในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านความกว้างของเขตทาง
- ควบคุมทิศทางการจราจร : ใช้เพื่อบังคับทิศทางของรถให้วิ่งอยู่ในช่องทางที่กำหนด โดยเฉพาะในจุดที่มีการปิดช่องทาง หรือทางเลี้ยวโค้งอันตราย

รูปที่ 7.4-3 เกาะกลางแบบเป็นราวหรือกำแพงคอนกรีต (Barrier Median)

5 การออกแบบจุดกลับรถและตำแหน่งจุดกลับรถ
การออกแบบสถานที่กลับรถควรจะต้องออกแบบให้เป็นไปตามหลักวิชาการและมีความปลอดภัยสูง โดยรูปแบบของจุดกลับรถของโครงการนี้จะเป็นแบบสะพานต่างระดับ การออกแบบจะต้องออกแบบช่องจราจรเพื่อรอเลี้ยวที่เหมาะสม การออกแบบรัศมีเลี้ยวให้ครอบคลุมรถบรรทุกทุกประเภท ตามข้อกำหนดกรมการขนส่งทางบก และข้อกำหนดกรมทางหลวง ขนาด รัศมีเลี้ยวกว้าง การออกแบบช่องจราจรเพื่อปรับเพิ่ม-ลดความเร็ว นอกจากนี้การออกแบบควรจะให้ความสำคัญต่อเครื่องหมาย และป้ายจราจรรวมถึงการติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่างไฟ สัญญาณกระพริบเตือน และจุดที่จะต้องกลับรถควรจะเน้นด้านมุมมองและทัศนียภาพที่เด่นชัดและปลอดภัย หลีกเลี่ยงจุดทางแยกทางเชื่อมที่มีปริมาณจราจรสูง ซึ่งองค์ประกอบต่างๆ จะใช้พิจารณาการออกแบบทั้งหมด ทั้งนี้ จะออกแบบให้ปลอดภัยและเป็นไปตามมาตรฐานกรมทางหลวงและเหมาะสมต่อชุมชน ทางแยก และทางเชื่อม

    1)  การออกแบบจุดกลับรถต่างระดับ (เกือกม้า)
        การออกแบบจุดกลับรถต่างระดับในรูปแบบของสะพานกลับรถ (U-Turn Bridge) จัดเป็นมาตรการควบคุมการเข้าถึง สำหรับทางหลวงที่มีการแบ่งแยกทิศทางจราจร ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดความขัดแย้งของกระแสจราจร ที่เกิดจากการเปลี่ยนทิศทางจราจร โดยเฉพาะในบริเวณที่มีปริมาณจราจร และความเร็วสูง ดังแสดงในรูปที่ 7.5-1

รูปที่ 7.5-1 สะพานกลับรถต่างระดับ (เกือกม้า)

    2)  การออกสะพานข้ามแยก/สะพานข้ามจุดตัด (Overpass)
        การออกแบบรูปแบบสะพานยกระดับที่ทางหลักเพื่อข้ามแยก หรือสำหรับกลับรถด้านใต้สะพาน จะช่วยลดจุดตัดกระแสการจราจร เพิ่มความคล่องตัวของทางหลัก และสามารถลดความลาดชันของทางหลัก ในบริเวณที่มีลักษณะกายภาพพื้นที่มีลักษณะเป็นทางลาดชันแบบลูกคลื่น (Rolling Terrain) โดยก่อสร้างสะพานบริเวณ ตำแหน่งโค้งหงาย (Sag Curve) ดังแสดงในรูปที่ 7.5-2

รูปที่ 7.5-2 สะพานข้ามแยก/สะพานข้ามจุดตัด (Overpass)

การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม
1 พื้นที่ศึกษา
พื้นที่ศึกษาโครงการตั้งอยู่บนทางหลวงหมายเลข 2 ตอน ต.กลางดง – บ.บ่อทอง มีจุดเริ่มต้นโครงการ กม. 49+000
และจุดสิ้นสุดโครงการ กม. 59+800 ระยะทางประมาณ 10.8 กิโลเมตร โดยมีพื้นที่ครอบคลุมจากกึ่งกลางแนวเส้นทางโครงการข้างละ 500 เมตร อยู่ในพื้นที่ 4 ตำบล ได้แก่ ตำบลกลางดง ตำบลหนองน้ำแดง ตำบลปากช่อง และตำบลขนงพระ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา รายละเอียดดังแสดงในตารางที่ 8.1-1 และรูปที่ 8.1-1

ตารางที่ 8.1-1 เขตการปกครองรอบบริเวณพื้นที่ศึกษาโครงการ

จังหวัดอำเภอตำบลเขตการปกครองหมู่บ้าน
นครราชสีมา  ปากช่องกลางดงเทศบาลตำบลสีมามงคลหมู่ที่ 5 บ้านปางแจ้ง
หนองน้ำแดงองค์การบริหารส่วนตำบล
หนองน้ำแดง
หมู่ที่ 1 บ้านหนองน้ำแดง
หมู่ที่ 7 บ้านไทยเดิม
หมู่ที่ 8 บ้านไทรทอง
หมู่ที่ 11 บ้านมอมะหาด
ปากช่ององค์การบริหารส่วนตำบล ปากช่องหมู่ที่ 16 บ้านซับหวาย
หมู่ที่ 18 บ้านตลาดน้อยหน่า
ขนงพระองค์การบริหารส่วนตำบล ขนงพระหมู่ที่ 10 บ้านตะเคียนทอง
หมู่ที่ 14 บ้านปิ่นทอง
1 จังหวัด1 อำเภอ4 ตำบล4 หน่วยงานท้องถิ่น9 หมู่บ้าน

รูปที่ 8.1-1 พื้นที่ศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม ระยะ 500 เมตร จากกึ่งกลางแนวเส้นทางโครงการ

2 ขั้นตอนการศึกษา

ดำเนินการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับแนวทางการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบ สิ่งแวดล้อมโครงการทางหลวงหรือถนนและระบบทางพิเศษ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2567 และแนวทางในการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการทางหลวง (Guidelines for Preparation of Environmental Impact Statement of a Road Scheme) (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 10 เดือนมกราคม พ.ศ. 2569) กลุ่มงานสิ่งแวดล้อม สำนักแผนงาน กรมทางหลวง และได้นำแนวทางดังกล่าวมาใช้ประกอบในการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการ โดยขั้นตอนการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทางหลวงหมายเลข 2 ตอน ต.กลางดง – บ.บ่อทอง การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการในครั้งนี้ จำแนกงานศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมได้ 2 ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 เป็นการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (Initial Environmental Examination: IEE) ของแต่ละทางเลือกหรือรูปแบบ เพื่อนำประเด็นผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่คาดว่ามีนัยสำคัญของแต่ละทางเลือกหรือรูปแบบ ใช้เป็นเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อการเปรียบเทียบทางเลือกต่อไป
ขั้นตอนที่ 2 เป็นการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมขั้นรายละเอียด (Environmental Impact Assessment: EIA)
ของทางเลือกหรือรูปแบบโครงการที่ได้รับคัดเลือก โดยนำประเด็นสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสำคัญจากผลการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นของทางเลือกหรือรูปแบบที่มีความเหมาะสม มาทำการศึกษา วิเคราะห์และประเมินผลกระทบเพิ่มเติมอย่างละเอียด พร้อมกำหนดมาตรการป้องกัน และแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงการ วิธีการศึกษา ดำเนินการรวบรวม ตรวจสอบ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงนโยบาย แผนพัฒนา และโครงการคมนาคมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องของทุกหน่วยงาน นโยบายและแผนต่างๆ ในการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม กฎหมาย ระเบียบ และข้อกำหนดต่างๆ รวมทั้ง ข้อจำกัดของการใช้พื้นที่บริเวณโครงการซึ่งอาจมีผลกระทบต่อโครงการ รวมทั้งการกำหนดทางเลือกหรือรูปแบบโครงการ เช่น พื้นที่อนุรักษ์ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โครงการพัฒนาที่มีอยู่ในปัจจุบันและอนาคต ข้อกำหนดผังเมืองรวม พื้นที่อ่อนไหวทางสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ซึ่งข้อกำหนดต่างๆ ที่ปรึกษาจะดำเนินการตรวจสอบก่อนกำหนดรูปแบบเบื้องต้นของโครงการ

1) การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (Initial Environmental Examination; IEE)
การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น ได้ดำเนินการครอบคลุมพื้นที่โครงการและพื้นที่ศึกษาครอบคลุมระยะ 500 เมตร จากกึ่งกลางแนวเส้นทางโครงการ หรือมากกว่าในกรณีที่พิจารณาแล้วเห็นว่าโครงการมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดผลกระทบขึ้นเป็นวงกว้าง ซึ่งมีประเด็นและขั้นตอนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นของโครงการ ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ดังนี้
(1) การตรวจสอบข้อจำกัดของพื้นที่โครงการ การตรวจสอบข้อจำกัดของพื้นที่โครงการดำเนินการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการพิจารณารูปแบบโครงการที่ได้ออกแบบไว้ อาทิ พื้นที่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ
แหล่งโบราณสถาน พื้นที่อนุรักษ์ เป็นต้น
(2) การศึกษาลักษณะโครงการเบื้องต้น ดำเนินการศึกษารูปแบบการพัฒนาโครงการทั้งการก่อสร้างงานทาง รวมถึงระบบสาธารณูปโภคต่างๆ และแผนการดำเนินงานโครงการ รวมทั้งศึกษากิจกรรมการดำเนินโครงการในระยะต่างๆ ตั้งแต่ระยะเตรียมการก่อสร้าง ระยะก่อสร้าง และระยะดำเนินการและบำรุงรักษา
(3) การศึกษาสภาพแวดล้อมปัจจุบัน ดำเนินการรวบรวมข้อมูลด้านทรัพยากรสิ่งแวดล้อมในประเด็นที่สำคัญจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยใช้วิธีการต่างๆ เช่น การรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิ การสำรวจพื้นที่ภาคสนาม การเก็บตัวอย่างคุณภาพสิ่งแวดล้อม การสัมภาษณ์ผู้นำชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อโครงการ เป็นต้น รวมถึงตรวจสอบลักษณะและรายละเอียดของโครงการที่ได้จากการศึกษาทบทวนรายงานการศึกษาที่เกี่ยวข้อง และการศึกษาด้านวิศวกรรมเพื่อใช้ประกอบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น โดยด้านทรัพยากรสิ่งแวดล้อมครอบคลุมทั้ง 4 องค์ประกอบ คือ ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมทางด้านกายภาพ ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมทางด้านชีวภาพ คุณค่าการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ และคุณค่าต่อคุณภาพชีวิต โดยพื้นที่ศึกษาจะครอบคลุมพื้นที่โครงการ และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากการพัฒนาโครงการ โดยมีพื้นที่ศึกษาในระยะ 500 เมตร จากกึ่งกลางแนวเส้นทางโครงการ ในกรณีที่พิจารณาแล้วเห็นว่าโครงการมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการ ศึกษาจะทำให้ทราบถึงสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน สถานการณ์ความเป็นจริงและความสำคัญของพื้นที่ รวมทั้งใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นต่อไป
(4) การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมได้จากหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งการสำรวจในภาคสนามเบื้องต้น และดำเนินการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นต่อทรัพยากรสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากกิจกรรมการพัฒนาโครงการ ทั้งในระยะเตรียมการก่อสร้าง ระยะก่อสร้าง และระยะดำเนินการและบำรุงรักษา รวมทั้งผลกระทบจากโครงการพัฒนาอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียงและมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งในด้านบวกและด้านลบ ทั้งนี้ ในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นของโครงการจะเลือกใช้วิธีประยุกต์ใช้ Leopold Matrix ซึ่งสามารถจำแนกผลกระทบและแสดงค่าในเชิงปริมาณ สามารถสื่อให้เห็นภาพขนาดการเกิดผลกระทบและกิจกรรมที่ก่อให้เกิดผลกระทบได้ชัดเจน โดยมีรายละเอียดประเด็นสิ่งแวดล้อมที่จะศึกษาได้พิจารณาครอบคลุมทั้ง 31 ปัจจัย
(5) การเสนอมาตรการป้องกัน แก้ไขและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นจากกิจกรรมการพัฒนาโครงการตามลักษณะรูปแบบโครงการที่ได้ออกแบบไว้ หากพบว่าปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาโครงการอยู่ในระดับต่ำ จะดำเนินการกำหนดมาตรการป้องกัน และแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นที่เหมาะสมไว้ในรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น
(6) การคัดกรองปัจจัยสำหรับนำไปใช้ในการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมขั้นรายละเอียด (EIA) การประเมินประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น ทำให้ทราบว่าปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมใดที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากการพัฒนาโครงการ คือ มีระดับผลกระทบ และ/หรือความสำคัญอยู่ในระดับปานกลาง-สูง ซึ่งจะนำปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญไปใช้ประโยชน์ในการศึกษาโครงการในขั้นตอนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในขั้นรายละเอียด (EIA) เพื่อศึกษาอย่างละเอียดทั้งทางด้านสภาพปัจจุบันของโครงการ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม เสนอมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบ รวมทั้งมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมต่อไป

2) การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมขั้นรายละเอียด (Environmental Impact Assessment: EIA)
โดยนำประเด็นปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสำคัญของของโครงการ จากผลการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (Initial Environmental Examination: IEE) มาดำเนินการศึกษา วิเคราะห์ และประเมินเพิ่มเติม โดยมีรายละเอียดและขั้นตอนการศึกษา 5 ขั้นตอน
(1) ศึกษาและรวบรวมข้อมูลรายละเอียดโครงการ ศึกษารูปแบบการก่อสร้างและการดำเนินกิจกรรมของโครงการในระยะต่างๆ ครอบคลุมตั้งแต่ระยะเตรียมการก่อสร้าง (Pre-construction Phase) ระยะก่อสร้าง (Construction Phase) และระยะดำเนินการ (Operation and Maintenance Phase)
(2) ศึกษาสภาพสิ่งแวดล้อมปัจจุบัน ครอบคลุมทั้ง 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ทรัพยากรทางด้านกายภาพ ทรัพยากรทางด้านชีวภาพ คุณค่าการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ และคุณค่าต่อคุณภาพชีวิต ของแต่ละปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่ผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) โดยรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิและทุติยภูมิจากแหล่งต่างๆ ร่วมกับการศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม รวมทั้งทำการทบทวนข้อกำหนดขอบเขตและรวบรวมข้อมูลด้านนโยบาย กฎระเบียบและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการ ตลอดจนการสำรวจและดำเนินการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมในภาคสนามเพิ่มเติมเพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมปัจจุบันของพื้นที่โครงการก่อนมีการพัฒนาโครงการ
(3) การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมขั้นรายละเอียด (EIA) โดยนำปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมดังกล่าวข้างต้นพิจารณาร่วมกับลักษณะกิจกรรมการดำเนินโครงการ มาประกอบในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม เนื่องจากการพัฒนาโครงการมีหลายกิจกรรมที่อาจเป็นแหล่งกำเนิดผลกระทบต่อทรัพยากรสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนในระยะเตรียมการก่อสร้าง ระยะก่อสร้าง และระยะดำเนินการ โดยแสดงระดับความรุนแรงของผลกระทบในเชิงปริมาณจากกิจกรรมของโครงการกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมการพัฒนาของโครงการ ตามขนาดความรุนแรงของผลกระทบ (Magnitude)
(4) กำหนดมาตรการป้องกัน และแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมทั้งกำหนดมาตรการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม (Monitoring and Auditing) เนื่องจากการก่อสร้างและการดำเนินงานของโครงการจะก่อให้เกิดผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกัน แก้ไข และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการพัฒนาของโครงการ เพื่อให้การพัฒนาของโครงการเกิดประโยชน์สูงสุดและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด จึงเสนอมาตรการป้องกัน และแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม และมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ
(5) การกำหนดแผนการจัดการทางด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Management Plan) เพื่อให้การดำเนินงานตามมาตรการต่างๆ ของโครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการตรวจสอบความเพียงพอและความเหมาะสมในการปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน และแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น รวมทั้งเพื่อให้การพัฒนาของโครงการเกิดประโยชน์สูงสุด จึงจำเป็นจะต้องมีการกำหนดมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงการ ทั้งในระยะเตรียมการก่อสร้าง ระยะก่อสร้าง และระยะดำเนินการ เพื่อนำผลที่ได้มาปรับปรุงแผนงานต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพ โดยระบุเป็นแผนงานที่มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ เวลาในการดำเนินการ งบประมาณ และผู้รับผิดชอบ